บทที่ 5 แนวคิดการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ

สาระสำคัญ

การพิจารณาเลือกงานที่จะนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ถือเป็นแนวทางโดยทั่ว ๆ ไป เพื่อวินิจฉัยว่าควรจะใช้คอมพิวเตอร์กับงานประเภทใด แทนการทำงานด้วยแรงคนจึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว การพิจารณาตัดสินใจสำหรับหน่วยงานที่คิดจะติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ ควรจะได้อาศัยการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility study) ในด้านอื่นๆ ให้มีความละเอียดถี่ถ้วนเพิ่มเติมอีกว่าจะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับการกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เสียก่อน ว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยราชการกับวงงานธุรกิจนั้น อาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่นในวงงานธุรกิจมักจะคำนึงถึงค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ (Cost-benefit) มากกว่าหน่วยราชการ เป็นต้น สำหรับการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น อาจต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 18 เดือน หรือมากกว่านี้ โดยเฉพาะพึงระลึกไว้ด้วยว่า จะต้องประเมินค่าการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้กันอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนมากที่สุด
จุดประสงค์การสอน/การเรียนรู้
·      จุดประสงค์ทั่วไป / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง    
1.             เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับ แนวคิดการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ  (ด้านความรู้) 
2.             เพื่อให้มีทักษะใน แนวคิดการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ  (ด้านทักษะ)
3.            เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ  อุปกรณ์  และการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด มีเหตุและผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม)
·      จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
1.             ใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจได้ (ด้านความรู้) 
2.             ประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในระบบงานธุรกิจได้  (ด้านทักษะ)
3.             การเตรียมความพร้อมด้านการเตรียม วัสดุ  อุปกรณ์นักศึกษาจะต้องกระจายงานได้ทั่วถึง  และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน   มีการจัดเตรียมสถานที่  สื่อ  วัสดุ อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง  (ด้านคุณธรรม จริยธรรม/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง)
4.             ความมีเหตุมีผลในการปฏิบัติงาน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  นักศึกษาจะต้องมีการใช้ เทคนิคที่แปลกใหม่ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจนำวัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้   อย่างคุ้มค่าและประหยัด (ด้านคุณธรรม จริยธรรม/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง)
หัวข้อเรื่อง
1. ใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจได้
2. ใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ
1.1       การใช้คอมพิวเตอร์ในวงการอุตสาหกรรม

ในวงการอุตสาหกรรมนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การวางแผนการผลิต กำหนดเวลาการผลิต จนกระทั่งถึงการผลิตสินค้า ควบคุมระบบ การผลิตทั้งหมดในรายงานทางอุตสาหกรรมได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมการ ทำงานของเครื่องจักร 



1.1       การใช้คอมพิวเตอร์ในธุรกิจธนาคาร
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหาร และการให้บริการในด้านธุรกิจธนาคาร ทำให้ธุรกิจธนาคารเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจุดหลักของธนาคารคือ การให้บริการแก่ลูกค้าที่มาติดต่อด้วยความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง จึงมีการนำระบบ On-Line เข้ามาใช้กันอย่างกว้างขวางในธนาคารนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทมากที่สุด เพราะธนาคารจะมีการนำข้อมูล (Transaction) เป็นประจำทุกวัน การหาอัตราดอกเบี้ยต่างๆ นอกจากนี้การใช้บริการ ATM ซึ่งลูกค้าสามารถฝากถอนเงินได้จากเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งทำให้สะดวกแก่ผู้ใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน
Online Banking คือ การรับฝาก - ถอนเงิน รวมทั้งการบันทึกรายการบัญชีทันที โดยอาศัยคู่สายโทรศัพท์เป็นสื่อกลางการติดต่อระหว่าง Terminal ที่สำนักงานสาขากับศูนย์คอมพิวเตอร์ที่สำนักงานใหญ่ ขบวนการดังกล่าวอาจเรียกว่า Update tele – Processing ได้ คือ สำนักงานสาขามีหน้าที่ป้อนข้อมูลทาง Terminal ส่งข้อมูลมายังศูนย์คอมพิวเตอร์ สำนักงานใหญ่ เพื่อบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ลงบัญชี การคำนวณผลประโยชน์ (ดอกเบี้ย) จะกระทำที่ศูนย์คอมพิวเตอร์เท่านั้น ทางสำนักงานสาขาไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้ และคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานใหญ่ยังสามารถออกรายงานให้ทุกสาขาได้ทุกลักษณะ พนักงานสำนักงานสาขาเพียงแต่รับสมุดและสลิปจากลูกค้า ป้อนข้อมูลทาง Terminal ส่งข้อมูลไปประมวลผลที่สำนักงานใหญ่ โดยคอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาว่าถูกต้องหรือไม่ หากผิดพลาดจะแจ้งออกมาให้ทราบซึ่งอาจจะระงับการถอนเงิน หรือยกเลิกรายการนั้นบางรายการ จากนั้นคอมพิวเตอร์จะปฏิบัติตามรหัสที่ป้อนเข้าไปว่าเป็นการให้ถอนเงินหรือฝากเงิน และจะปรับยอดรายการบัญชีนั้น โดยจะบันทึกไว้ใน Magnetic device ข้อมูลที่ประมวลผลแล้วจะถูกส่งกลับมาตามสายโทรศัพท์อีกเพื่อพิมพ์ลงบนสมุดคู่ฝากของลูกค้า

1.2       การใช้คอมพิวเตอร์กับบัตรเครดิต

โดยทั่วไปธนาคารนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในด้านงานบริการลูกค้า ด้านการบริหารของธนาคาร และงานภายในของธนาคาร โดยมีธนาคารต่าง ๆ ประมาณ 8,000 กว่าแห่งทั่วประเทศที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตให้กับลูกค้าจนเกือบจะกล่าวได้ว่าระบบของธนาคารยอมรับบัตรเครดิตเข้าเป็นหัวใจอันหนึ่งในธุรกิจของตนทีเดียว บัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารสำหรับใช้จ่ายทั่ว ๆ ไป เช่น จ่ายเป็นค่าเล่าเรียน ซื้อของ ซื้อรถยนต์ หรืออย่างอื่น ๆ แล้วแต่สถานที่บางแห่งจะรับหรือไม่ บัตรเครดิตประเภทนี้ธนาคารบางแห่งลงทุนติดตั้งสถานีปลายทางของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับร้านค้าโดยที่เวลาลูกค้าซื้อของเสร็จและผู้ขายจะคิดเงินรวมยอดจำนวนเงินทั้งสิ้น แล้วเอาบัตรเครดิตของลูกค้าใส่เข้าไปในเครื่อง ซึ่งมีสายต่อเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของธนาคารที่ลูกค้าผู้นั้นมีบัญชีอยู่และจะทำการลงบัญชีจำนวนเงินที่ลูกค้าใช้ในการซื้อแต่ละคราวได้ทันที       
ด้านการให้บริการลูกค้า ได้แก่ บัญชีเงินฝากและบัญชีเงินกู้ บัญชีเงินฝาก ได้แก่ เงินฝากประเภทออมทรัพย์ บัญชีเงินฝากสินสงเคราะห์ เงินฝากกระแสรายวัน เป็นต้น โดยนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับเงินฝาก เช่น เลขที่บัญชี ยอดคงเหลือในบัญชี บันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อลูกค้าต้องการฝากหรือถอน พนักงานธนาคารก็จะป้อนข้อมูล เช่น เลขที่บัญชี ยอดฝากหรือถอน เครื่องจะสามารถปรับปรุงยอดคงเหลือและบันทึกไว้ภายในเครื่องได้ทันที

  


-     ด้านบัญชีเงินกู้ จะมีรายการให้กู้ประเภทต่าง ๆ เช่น รับซื้อตั๋วลด การจำนำสินค้า สินเชื่อเพื่อการส่งออก การออก Letter Of Credit การค้ำประกัน เป็นต้น การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โดยบันทึกข้อมูลของลูกค้าไว้ในเครื่อง เมื่อมีรายการต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็จะป้อนหมายเลขบัญชีลูกค้าเข้าไปเพื่อให้เครื่องแสดงข้อมูลของลูกค้า เพื่อประกอบการพิจารณาให้กู้การปรับปรุงยอดบัญชีลูกค้าก็ทำโดยใช้คอมพิวเตอร์ในทำนองเดียวกันกับบัญชีเงินฝาก
-                       ด้านงานบริหาร ธนาคารอาจใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารธนาคาร โดยเครื่องสามารถพิมพ์รายงานยอดเงินฝากประเภทต่าง ๆ รายงานเกี่ยวกับยอดเงินฝากของลูกค้ารายใหญ่ รายงานทรัพย์สินแยกประเภท รายงานหนี้สินแยกประเภท รายงานเกี่ยวกับการหักบัญชีต่าง ๆ รายงานจำนวนพนักงานในระดับต่าง ๆ และเงินเดือนรวมในแต่ละระดับรายงานผลประโยชน์ที่ได้รับจากลูกค้าต่าง ๆ รายงานค่าใช้จ่ายในฝ่ายต่าง ๆ ส่วนต่าง ๆ และสาขาต่าง ๆ เป็นต้น
-                       ด้านงานภายในของธนาคาร ได้แก่ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานภายในของธนาคาร เช่น ทำบัญชีแยกประเภท ทำงบการเงินต่าง ๆ ควบคุมงบประมาณ ทำรายงานต่อธนาคารชาติ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับทำบัญชีเงินเดือน และค่าแรงของพนักงานธนาคาร งานเหล่านี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการทำรายงานสำหรับผู้บริหารของธนาคาร
1.3       การใช้คอมพิวเตอร์ในตลาดหลักทรัพย์
ปัจจุบันนี้ในประเทศไทยตลาดหลักทรัพย์ยังนับว่าเยาว์วัยอยู่มาก การใช้คอมพิวเตอร์ยังอยู่ในชั้นเริ่มต้น เกี่ยวกับการออกใบหุ้น และการทำบัญชีซื้อขายตลาดหลักทรัพย์อาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่สองเครื่องไว้คอยช่วยกันทำงานมี Peripherals 2 ชุด มี Quotation Board และ Visual Display Terminal (VDT) อยู่ที่ทุก Trading Post มี VDT สำหรับ Enquiry ให้ทุกแห่งที่ต้องการมี VDT เช่น Broker's Office ที่ผู้ซื้อขายรายใหญ่ เช่น มหาวิทยาลัย และ Holding Companies ต่าง ๆ ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ หรืออาจจะต่อไปต่างประเทศได้ด้วย ตามจุดสำคัญ ๆ ที่มีผู้สนใจอยากทราบข้อมูล เช่น สนามบินต่าง ๆ เป็นต้นงานสำหรับ Trading Post นั้น อาจจะทำเฉพาะเวลาที่ตลาดเปิดให้ทำการซื้อขายกันได้        

คอมพิวเตอร์อาจส่งราคาเสนอซื้อเสนอขายขึ้น Quotation Board แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใดที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ Broker จะซื้อขายหลักทรัพย์อะไรก็พิมพ์เข้าไปใน Terminal คอมพิวเตอร์ก็จะตรวจสอบทันทีว่า มีผู้ซื้อขายตามที่ต้องการหรือไม่ ถ้ามีก็จัดการให้ทันที ถ้าไม่มีก็เข้าคิวเอาไว้จนกว่าจะมี หรือจนกว่าจะสั่งเปลี่ยนแปลง หรือจนกว่าจะปิดตลาดในวันนั้น ( เวลาทำการซื้อขายในตลาด คือ ตั้งแต่เวลา 10.30 -12.30 น .) สำหรับผู้ที่มี Terminal ให้ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นของส่วนตัว เช่น ของ Institution Buyer หรือของสาธารณะ เช่น ตามท่าอากาศยาน หรือสถานีรถไฟอยากจะทราบ Quotation อะไรก็พิมพ์ถามเครื่องก็จะตอบให้ทันที ถ้าได้เห็น Quotation แล้วอยากจะซื้อจะขาย ก็โทรศัพท์ติดต่อ Broker ให้จัดการให้ พอถึงเวลาปิดตลาดคอมพิวเตอร์ก็ควรจะพิมพ์รายงานต่าง ๆ สำหรับใช้งานของตลาด และสำหรับ Broker แต่ละรายแล้วแต่จะตกลงกันว่าจะต้องการรายงานอะไรบ้าง เป็นรายงานซื้อขายในวันนั้น รายงานใบหุ้น รายงานการเงิน เป็นต้น
งานคอมพิวเตอร์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
1.             ทำทะเบียนผู้ถือหุ้น
2.             ทำทะเบียนโอนหุ้น
3.             กรอกข้อความลงในนามแบบฟอร์มในหุ้นของแต่ละบริษัท
4.             พิมพ์บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่คงอยู่ในวันประชุมสามัญประจำปี และรายชื่อผู้ขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้นในช่วงระยะการประชุมสามัญหนึ่งถึงอีกคราวหนึ่ง
5.             คำนวณภาษีเงินปันผล หัก ณ ที่จ่าย พิมพ์ใบแจ้งเงินปันผลและหักภาษี ณ ที่จ่าย และจำนวนที่จ่ายหลังจากหักภาษีแล้ว ตลอดจนพิมพ์เช็คเงินปันผล รวมทั้งพิมพ์แบบ ภ . ง . ด .2 ให้ด้วย
6.             จัดพิมพ์แบบ ภ . ง . ด . 49 ให้ ในกรณีที่มีผู้ถือหุ้นขอรับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อนำไปใช้ในการขอคืนเงินภาษีเงินได้
2. ประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในระบบงานธุรกิจได้  (จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อ  2)
การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในระบบงานธุรกิจ
ระบบการสั่งซื้อ
ในระยะแรกการสั่งซื้อวัตถุดิบหรืออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ แต่ละแผนกเป็นผู้จัดการซื้อเองตามความต้องการและเหมาะสม ขาดการวางแผนที่รัดกุม เมื่อกิจการอุตสาหกรรมเจริญเติบโตขยายตัวขึ้นทำให้การสั่งซื้อซ้ำซ้อน ไม่ประสานกันเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูง ในระยะต่อมาจังจัดตั้งแผนกสั่งซื้อขึ้น การซื้อสิ่งใดต้องผ่านสายงานสั่งซื้อตามลำดับขั้นตอน โดยทำเป็นโครงการและงบประมาณ แผนกสั่งซื้อจะติดต่อหาวัตถุดิบอุปกรณ์ให้ได้ในราคาที่เหมาะสม และจะเก็บข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการสั่งซื้อให้ถูกต้อง พอดีกับความต้องการในการใช้ ศึกษาภาวะของตลาดที่เปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์ต่อการสั่งซื้อ รวบรวมความต้องการไว้จำนวนหนึ่งก่อนและจัดวัตถุดิบอุปกรณ์ที่จำเป็นสำรองอยู่เสมอ เพื่อให้การผลิตไม่ขาดตอน ปัจจุบันแผนกสั่งซื้อมีการวางแผนและวางโครงการระยะยาว แผนกสั่งซื้อแยกเป็นหน่วยงานอิสระขึ้นโดยตรงต่อผู้จัดการใหญ่ทำให้สภาพซื้อคล่องตัว ทันกับเหตุการณ์อยู่เสมอ ในแวดวงของธุรกิจการขายร้านค้าปลีกก็มีลักษณะเช่นเดียวกับกิจการอุตสาหกรรมในการสั่งซื้อสินค้า          

การสั่งซื้อ คือ กิจกรรมของผู้สั่งซื้อโดยยึดหลัก 5 R's พิจารณาเลือกซื้อให้ได้คุณสมบัติที่ถูกต้อง (Right Quality) จำนวนที่ถูกต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่ถูกต้องในราคาที่ถูกต้องและตรงต่อความต้องการของลูกค้ามากที่สุด โดยสามารถนำออกขายแล้วมีกำไร การสั่งซื้อ คือ กระบวนการของกิจกรรมต่างๆ ที่กระทำขึ้นเพื่อรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ของใช้ต่างๆ ในกิจการให้มีความพร้อมอยู่เสมอ
การสั่งซื้อ คือ การกำหนดประมาณความต้องการใช้ของกิจการ การสรรหา การคัดเลือกแหล่งขาย ในราคาที่เหมาะสม เงื่อนไขการชำระเงินที่พอใจ การจัดทำใบสั่งซื้อ การติดตามผลการสั่งซื้อ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุอุปกรณ์ในเวลาที่กำหนดไว้
การสั่งซื้อ คือ ภารกิจเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ตามที่การต้องการ โดยมีคุณสมบัติที่ถูกต้อง จำนวนที่ถูกต้อง จังหวะเวลาที่ถูกต้อง ราคาที่ถูกต้อง จากแหล่งผู้ขายที่ถูกต้อง และจัดส่งไปยังสถานที่อย่างถูกต้อง ในสภาพที่พร้อมที่ผลิต จัดจำหน่าย เพื่อใช้งานในการดำเนินธุรกิจการไม่ว่าจะเป็นกิจการขายของร้านค้าปลีก ค้าส่ง ซื้อขายไปอุตสาหกรรมฯ หรือสำนักงานก็ตาม การซื้อสินค้าเข้าร้านมีความสำคัญมากไม่ว่ากิจการแบบเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน บริษัท เมื่อกิจการเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะมีแผนกสั่งซื้อ ทำหน้าที่ป้อนสินค้าให้กับแผนกขาย ข้อมูลรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการต้องจัดส่งให้กับแผนกสั่งซื้อ เพื่อทำหน้าที่บริหารสินค้าอย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์ของการสั่งซื้อ
การดำเนินกิจกรรมสั่งซื้อ มีวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน แล้วแต่ลักษณะของกิจการ ดังนี้
1.             เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับผู้ซื้อและผู้ใช้
2.             เพื่อให้ได้สินค้าตามจำนวนไม่ขาดตอน และการลงทุนในสต๊อกต่ำสุด สอดคล้องกับจำนวนสั่งซื่อที่ประหยัด และสภาวะความต้องการของตลาด

  
3.   เพื่อให้ได้สินค้าในราคาต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพบริการ และคุณสมบัติของสินค้า
4.    เพื่อให้กิจการมีกำไร อยู่ในสภาวะการแข่งขันได้เป็นอย่างดี
5.    เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการซื้อสินค้าซ้ำซ้อน สินค้าชำรุด เสียหายและล้าสมัย
6.    เพื่อตอบสนองความต้องการของฝ่ายต่างๆ ในองค์การและสอดคล้องกับนโยบายขององค์การ
วิธีบริหารการสั่งซื้อ (Methods of Buying Management)
การตัดสินใจซื้อของร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่บุคคลคนเดียวตัดสินใจซื้อ ย่อมไม่มีปัญหาและวิธีการอะไรมากนัก แต่สำหรับวิธีการสั่งซื้อของกิจการค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ กิจการอุตสาหกรรม และสำนักงานนั้น มีวิธีการหลายแบบที่ต้องนำมาพิจารณาว่าวิธีใดจะเหมาะสมที่สุดซื้อร่วมกัน (Cooperative Buying) มีกิจการหลายแห่งใช้วิธีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่ในการสั่งซื้อให้สมาชิกในกลุ่ม เช่น ห้างสรรพสินค้าหลาย ๆ แห่ง อาจจะรวมกันตั้งสมาคมผู้ค้าปลีกขึ้นเพื่อทำการสั่งซื้อ บริษัทผู้จำหน่วยคอมพิวเตอร์รวมกันตั้งบริษัททำหน้าที่สั่งซื้อคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Home Computer) จากโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศ เป็นต้น ด้วยการรวมตัวกันนี้จะทำให้ปริมาณการสั่งซื้อมากพอที่จะทำให้เกิดอำนาจต่อรองเป็นพิเศษวิธีนี้ทางสมาคมห้างสรรพสินค้าไทยเคยดำริที่จะนำมาใช้ แต่ก็ไม่สำเร็จ สำหรับในต่างประเทศมีการรวมตัวกันของกลุ่มร้านค้าปลีกอิสระ ตั้งบริษัทสั่งซื้อขึ้นให้กับกลุ่มเรียกว่า Cooperative Chain จนกระทั้งมีรูปแบบคล้ายร้านขายส่งประเภทหนึ่ง เรียกว่า ศูนย์กลางการสั่งซื้อ (Centralized Buying)

คณะกรรมการสั่งซื้อ (committee Buying)มักจะใช้กับกิจการค้าปลีกที่มีสาขาหรือมีร้านค้าลูกโซ่ในเครือนับร้อยแห่ง ซึ่งการสั่งซื้อนั้นจะทำโดยศูนย์กลางการสั่งซื้ออยู่แล้ว แต่จะมีคณะกรรมการร่วมในการตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อสินค้าที่เลือกซื้อแล้วคณะกรรมการจะตัดสินในเรื่องใหญ่ เช่น กรณีที่จะเลือกผู้ผลิตที่ผลิตอาหารกระป๋องประเภทเดียวกัน 10 ราย จากจำนวนทั้งหมด 15 รายนั้น คณะกรรมการจะปรึกษากันในรายละเอียด ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาดการเลือกสินค้าของคู่แข่งขัน การเปรียบเทียบราคา กำไรสุทธิ ฯลฯ


การฝากขาย (Consignment )เป็นวิธีการที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยเจ้าของสินค้าซึ่งอาจจะเป็นผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง หรือผู้ค้าปลีก นำสินค้าของตนเข้าไปฝากในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ในกรณีที่ห้างสรรพสินค้านั้นไม่มีนโยบายที่จะซื้อสินค้าตัวนั้น โดยเจ้าของสินค้าจะเป็นผู้นำสินค้าเขามาวางขายในของตนเองไปขายประจำ เพื่อขายสินค้าเฉพาะที่นำไปฝากขายนั้น ๆ ในกรณีที่ขายได้ทางห้างสรรพสินค้าจะเป็นผู้เก็บเงินและหักค่าคอมมิชชั่นที่ร้านของตนควรจะได้เอาไว้ แล้วจ่ายเงินที่เหลือให้กับเจ้าของสินค้า เจ้าของสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องของสต๊อก สินค้าที่เหลือและค่าใช้จ่ายของพนักงานขายเอง เจ้าของร้านค้าปลีกไม่ต้องลงทุนและไม่เสี่ยงกับของเหลือค้างสต๊อก
การเช่าสถานที่ขาย (Leased Departments )ในลักษณะของการค้าปลีกที่ขายสินค้าหรือบริการเฉพาะอย่าง ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการ มักจะใช้วิธีการเช่าสถานที่จากห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าเพื่อดำเนินกิจการเอง เช่น ร้ายขายเพชร ร้านขายทอง ร้านเสริมสวย ร้านอาหาร ฯลฯ มักใช้วิธีการเช่าสถานที่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของเจ้าของสถานที่ด้วย ที่มักจะต้องการให้มีบริการหลายอย่าง ๆ อยู่ในสถานที่เดียวกันเพื่อจะได้ดึงดูดลูกค้าได้มากกว่า
ระบบการขายการบริหารการขายหมายความถึงการทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่การวางแผนการทำการควบคุมการขายโดยพนักงานขาย และจะรวมถึงการประกาศรับสมัครคัดเลือกพนักงาน การอบรม การมอบหมายงาน การกำหนดเส้นทาง การตรวจตราควบคุม การจูงใจ การประเมินผล และการให้ผลตอบแทนแก่พนักงานขายด้วย
                การจัดสายงานแบบต่างๆ ขององค์การขายโครงสร้างขององค์การขายที่ดี จะทำให้กำลังขายของบริษัทสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลักษณะขององค์การขายอาจจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมและปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดของบริษัท ประเภทของลูกค้า ประเภทของสินค้า ช่องทางการจำหน่าย คู่แข่งขัน และอื่นๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อโครงสร้างขององค์การขาย
องค์การขายโดยตรงการจัดองค์การขายแบบนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เพราะใช้กันมานานและง่ายแก่การปฏิบัติมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทขนาดเล็กซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่ชนิดและมีตลาดไม่กว้างขวางนัก สายการบังคับบัญชามีสายตรงจากผู้จัดการขายผ่านผู้ช่วยต่างๆ ไปตามลำดับจนถึงพนักงานขาย ไม่มีผู้ให้คำแนะนำปรึกษา พนักงานแต่ละคนจะรายงานตรงต่อผู้บังคับบัญชาที่เหนือกว่าเพียงคนเดียว หัวหน้าฝ่ายบริหารจะทำหน้าที่วางแผน กำหนดนโยบายในการดำเนินงานด้านต่างๆ ตลอดจนการควบคุมบังคับบัญชา



ข้อดี เป็นโครงสร้างแบบที่ง่ายที่สุด การตัดสินใจต่างๆ ทำได้รวดเร็วและแน่นอนทั้งสะดวกแก่การควบคุม ปัญหาต่างๆ ไม่ค่อยมี จึงเหมาะสมกับกิจการที่มีพนักงานขายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
องค์การขายโดยตรงและโดยตำแหน่งเมื่อธุรกิจขยายตัว ฝ่ายบริหารทางการตลาดก็เริ่มเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีผู้ให้คำปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในด้านต่างๆ เช่น การโฆษณา การวิจัยตลาด การวิเคราะห์การขาย หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะผู้บริหารคนเดียวไม่อาจจะรอบรู้และเชี่ยวชาญในทุกๆด้านได้อย่างดี สำหรับผู้บริหารฝ่ายขายนั้นก็เช่นเดียวกันจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ช่วย เพื่อให้สามารถดำเนินงานการขายให้ได้ผลดีที่สุด เช่นจะมีผู้ช่วยทางด้านอบรมพนักงานขายหรือจะมีผู้ติดต่อประสานงานกับผู้ขายและผู้แทนจำหน่าย ฯลฯ การจัดโครงสร้างแบบนี้จึงเหมาะกับบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งผลิตสินค้าหลายชนิด มีสาขาหลายแห่ง มีพนักงานขายจำนวนมากทำการขายไปทั่วประเทศทั้งมีลูกค้าจำนวนมากด้วย ผู้ให้คำแนะนำปรึกษา ไม่มีอำนาจสั่งงานพนักงานขาย มีหน้าที่เพียงแต่ให้คำแนะนำปรึกษาเสนอต่อผู้บริหารขั้นสูงหรือผู้บริหารตามสายงานเพื่อดำเนินการต่อไปเท่านั้น
ข้อดี การที่บุคคลที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมาแบ่งเบาภาระจากผู้บริหารขั้นสูงไป ทำให้การปฏิบัติงานโดยส่วนรวมมีประสิทธิภาพสูง ผู้บริหารมีเวลาที่จะไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่สำคัญๆ ได้มากขึ้น
ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายในด้านการบริหารสูงขึ้นเนื่องจากต้องจ้างผู้ชำนาญมากขึ้น และความจำเป็นในการประสานงานระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างๆ และในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับเจ้าหน้าที่ในสายงานก็ต้องมีการควบคุมเช่นกันโดยเฉพาะในเรื่องความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่
1.4       ระบบบัญชี
ในระบบบัญชีได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานต่อไปนี้

บัญชีเจ้าหนี้ (Account Payable)การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำบัญชีเจ้าหนี้ต้องอาศัยข้อมูลจากใบสั่งซื้อสินค้า ใบบันทึกการรับสินค้า และใบกำกับสินค้าจากพ่อค้าที่ขายสินค้าหรือวัสดุให้กับบริษัท และเครื่องจะทำการลงบัญชีเจ้าหนี้ แสดงจำนวนเงินที่เป็นหนี้ การชำระหนี้ ยอดคงเหลือ นอกจากนี้ยังสามารถใช้พิมพ์เช็คที่จะชำระหนี้ รายละเอียดของการชำระ เช่น ชำระตามใบกำกับสินค้าเลขที่เท่าใดบ้าง การใช้คอมพิวเตอร์นี้ช่วยทำให้สามารถลงบัญชีเจ้าหนี้และเช็คได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องซึ่งการชำระเงินได้รวดเร็วนี้ จะทำให้กิจการได้ส่วนลดจากเจ้าหนี้ด้วย เช่น ถ้าเจ้าหนี้ระบุว่าจะให้ส่วนลด 2% ถ้าชำระภายใน 10 วัน บริษัทจะใช้คอมพิวเตอร์ออกเช็คในวันที่ 10 ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินสดในวันที่ 1 ถึง 9 และขณะเดียวกันก็ยังได้ส่วนลดด้วย


บัญชีแยกประเภททั่วไป(General ledger)ได้แก่การใช้คอมพิวเตอร์สำหรับการลงบัญชีแยกประเภทต่าง ๆ ข้อมูลที่ใช้คือใบบันทึกเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ สินค้าคงคลัง บัญชีเจ้าหนี้ การจ่ายเงินเดือน การวิเคราะห์การขาย และใบแสดงการประเมินราคาปัจจุบันของที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ต่าง ๆ ของบริษัท จากข้อมูลดังกล่าวเครื่องจะสามารถออกรายงานการเงินต่าง ๆ เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน งบทดลอง งบรายได้ ซึ่งข้อมูลจากรายงานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อฝ่ายจัดการ นอกจากรายงานดังกล่าวยังสามารถให้เครื่องพิมพ์รายงานอื่น ๆ เช่น รายงานการเงินในเชิงเปรียบเทียบปีนี้และปีที่ผ่านมา โดยแสดงจำนวนแตกต่างระหว่างปีทั้งสอง และรายงานแสดงรายจ่ายและรายได้ของกิจการ โดยแยกตามสำนักงานสาขาต่าง ๆ เปรียบเทียบกับงบประมาณที่ตั้งไว้เป็นต้น รายงานเหล่านี้จะช่วยฝ่ายจัดการในการวิเคราะห์การปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีรายจ่ายผิดปกติ
1.5       ระบบการเงิน
การเงิน (Finance)อาจให้คำจำกัดความได้ว่าเป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ของการบริหารเงิน เห็นได้ชัดว่าบุคคลองค์กรทั้งหลายมีรายได้จากเงินและใช้จ่ายหรือลงทุนด้วยเงิน การเงินจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการ สถาบัน ตลาด และเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างบุคคล ธุรกิจ และรัฐบาลการเข้าใจในเรื่องการเงินจะมีผลดีต่อผู้ศึกษาเนื่องจากจะช่วยให้การตัดสินใจทางด้านการเงินส่วนตัวดีขึ้น

การบริการทางการเงิน (Financial Services)
เป็นสาขาทางการเงินที่เกี่ยวกับการออกแบบ ให้คำแนะนำ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่บุคคล ธุรกิจ และรัฐบาล โอกาสของอาชีพที่เกี่ยวข้องก็มีหลากหลาย เช่น ธนาคารของสถาบันการเงิน การวางแผนการเงินบุคคล การลงทุน อสังหาริมทรัพย์และการประกันภัย

  
การเงินธุรกิจ (Business Finance)
การเงินธุรกิจจะเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้จัดการทางการเงินในองค์กรธุรกิจ ผู้จัดการทางการเงิน (Financial managers) จะต้องบริหารงานทางการเงินของธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจของการเงินหรือไม่ใช่ก็ตาม เอกชนหรือรัฐ ขนาดใหญ่หรือเล็ก แสวงหากำไรหรือไม่แสวงหากำไร หน้าที่ของผู้จัดการทางการเงินจะมีหลายประการ เช่น การจัดทำงบประมาณ การพยากรณ์ทางการเงิน การจัดการเงินสด การบริหารสินเชื่อ การวิเคราะห์การลงทุน และการจัดหาเงินทุน เป็นต้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้จัดการทางการเงินต้องทำหน้าที่รับผิดชอบงานสำคัญและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ ผู้บริหารระดับสูงในภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาลในหลายหน่วยงานมาจากการทางเงินแนวโน้มที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกทำธุรกรรมทางการค้าร่วมกันมากขึ้น ผู้ลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการหรือร่วมลงทุนกับบริษัทในประเทศไทยมากขึ้น ในทางกลับกัน บริษัทในประเทศไทยที่มีศักยภาพก็ข้ามไปลงทุนในต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก่อให้เกิดความต้องการผู้จัดการทางการเงินที่สามารถช่วยองค์กรในการจัดการกระแสเงินสดที่มีสกุลเงินต่างประเทศแตกต่างกัน หาวิธีป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศซึ่งเกิดจากรายการค้าระหว่างประเทศ
หน้าที่ของการเงิน (The Business Finance Function)
ดังที่ได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่า ทุกคนในองค์กรจะต้องติดต่อประสานงานกับบุคลากรฝ่ายการเงินผ่านกระบวนการทางการเงินเพื่อให้งานของตนสำเร็จ หน้าที่ของการเงินธุรกิจจะอธิบายได้โดยพิจารณาในหัวข้อต่อไปนี้
-    โครงสร้างของการเงินในองค์กร
-     ความสัมพันธ์กับเศรษฐศาสตร์
-     ความสัมพันธ์กับการบัญชี
-      กิจกรรมที่สำคัญของผู้จัดการทางการเงิน
โครงสร้างของการเงินในองค์กร (Organization of the finance Function)
ขนาดและความสำคัญของการเงินธุรกิจขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ ในกิจการขนาดเล็ก หน้าที่ทางการเงินมักทำโดยแผนกบัญชี เมื่อกิจการมีขนาดใหญ่ขึ้น หน้าที่ทางการเงินจะแยกออกมาเป็นอีกแผนกหนึ่ง และขึ้นโดยตรงกับประธานกรรมการบริหารหรือ CEO ผ่านรองประธานกรรมการฝ่ายการเงิน ซึ่งมักเรียกว่า Chief financial officer หรือ CFOหน้าที่การเงินของกิจการตั้งแต่ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน (Treasurer) จะดูแลกิจกรรมทางการเงิน เช่น การวางแผนทางการเงิน การเพิ่มเงินทุน การตัดสินใจจ่ายลงทุน การบริหารเงินสด การจัดการด้านสินเชื่อ การจัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญและการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี (Controller) จะรับผิดชอบกิจกรรมด้านบัญชี เช่น การบัญชีของบริษัท การบริหารภาษี การบัญชีการเงิน และการบัญชีต้นทุน จะเห็นว่างานของผู้อำนวยการฝ่ายการเงินจะเน้นภายนอก ในขณะที่งานของผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีจะเป็นงานภายในมากกว่า
สภาพแวดล้อมทางการเงิน (The Financial Environment)
การตัดสินใจทางการเงินทำให้ผู้จัดการทางการเงินต้องจัดหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกกิจการ ซึ่งสามารถหาได้ 3 ทาง คือ
1.  ผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งจะรับฝากเงินและโอนเงินให้แก่ผู้ที่ต้องการเงินทุน
2. ผ่านตลาดการเงิน ซึ่งจัดให้ผู้ที่ต้องการซื้อ ผู้ที่ต้องการขายเงินทุนประเภทต่าง ๆ ได้ทำการค้ากัน และ



3.             ขายหลักทรัพย์โดยตรง
การเงินเป็นศาสตร์และศิลป์ในการจัดการเงิน และมีผลต่อทุกคน ทุกองค์กร โอกาสทางอาชีพหลัก ๆ ทางด้านการบริการทางการเงินนั้นอยู่ในธุรกิจการธนาคารและสถาบันการเงิน การวางแผนการเงินส่วนตัว การลงทุน อสังหาริมทรัพย์ และการประกันภัย ส่วนการเงินธุรกิจเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของผู้จัดการทางการเงินในองค์กรธุรกิจ มีโอกาสทางอาชีพมากมาย เช่น Financial analyst, Capital budgeting analyst, Project finance manager, Cash manager, Credit analyst, Pension fund manager
รูปแบบพื้นฐานขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัดแม้ว่ากิจการเจ้าของคนเดียวจะมีมากที่สุด แต่บริษัทจำกัดจะมีเงินสดรับจากธุรกิจและกำไรเป็นจำนวนมากที่สุดในกิจการขนาดใหญ่ หน้าที่ทางการเงินธุรกิจอาจรับผิดชอบโดยแผนกที่แยกต่างหาก ซึ่งนำโดย CFO มีผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีอยู่ใต้บังคับบัญชา ในกิจการขนาดเล็กหน้าที่ทางการเงินมักทำโดยแผนกบัญชี ผู้จัดการทางการเงินจะต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและต้องยึดหลักการเกี่ยวกับการวิเคราะห์ส่วนเพิ่มเมื่อต้องตัดสินใจ ผู้จัดการทางการเงินจะใช้ข้อมูลทางการบัญชีแต่จะต่างจากนักบัญชีตรงที่นักบัญชียึดเกณฑ์คงค้างในการรวบรวมและนำเสนอข้อมูล โดยที่การเงินจะยึดกระแสเงินสดและจะใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ กิจกรรมที่สำคัญของผู้จัดการทางการเงินคือ (1) วิเคราะห์และวางแผนทางการเงิน (2) ตัดสินใจลงทุน (3) ตัดสินใจจัดหาแหล่งเงินทุน
เป้าหมายของผู้จัดการทางการเงิน คือ การเพิ่มความมั่งคั่งสูงสุดแก่เจ้าของ ( ขึ้นอยู่กับราคาหุ้น ) แทนที่จะเป็นการทำกำไรสูงสุด เพราะการทำกำไรสูงสุดไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ระยะเวลาที่จะได้ผลตอบแทนคืน กระแสเงินสด และความเสี่ยง ผู้จัดการจะต้องมีการประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงเมื่อจะทำการตัดสินใจ เนื่องจากผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดราคาหุ้น EVA เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการกำหนดว่าการลงทุนจะมีผลด้านบวกต่อความมั่งคั่งของเจ้าของหรือไม่การเพิ่มความมั่งคั่งสูงสุดควรจะให้ความระมัดระวังต่อความมั่งคั่งของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น กลุ่มลูกจ้าง ลูกค้า ผู้ขาย เจ้าหนี้ เจ้าของ และคนอื่น ๆ ที่มีความ
เกี่ยวข้องตรงต่อกิจการด้วย

สถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร , Saving and Loans และกองทุนรวม เป็นช่องทางในการนำเงินออมจากบุคคลทั่วไป ธุรกิจและรัฐ ไปให้แก่ผู้ที่ต้องการเงินทุนเหล่านี้ ตลาดการเงิน ได้แก่ ตลาดเงินและตลาดทุน จะช่วยให้ผู้ที่มีเงินให้กู้และผู้ที่ต้องการเงินกู้และเงินลงทุน ได้ทำการค้ากันโดยตรงสถาบันการเงินจะเป็นทั้งผู้ให้เงินทุนและผู้ต้องการเงินทุนในตลาดการเงิน ในตลาดเงินจะมีการซื้อขายหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น ในตลาดทุนจะมีการซื้อขายตราสารหนี้ระยะยาว ( พันธบัตร ) และส่วนทุน ( หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ ) ส่วนที่สำคัญของตลาดทุนก็คือ ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นตลาดรองที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ

การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างผู้ออมเงิน ( ผู้มีเงินทุน ) และนักลงทุน ( ผู้ต้องการเงินทุน ) จะถูกกำหนดโดยอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนที่ต้องการ กรณีที่ไม่มีภาวะเงินเฟ้อจะมีต้นทุนของเงินเพียงอย่างเดียวก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเลขจะเป็นผลรวมระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่ไม่มีความเสี่ยง (ผลรวมของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและส่วนชดเชยเงินเฟ้อ) กับ ส่วนชดเชยความเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงในการผิดสัญญาจ่ายเงิน ความเสี่ยงเรื่องเวลาครบกำหนด ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น